2006/Feb/03

ปวดหัว...

บาดแผลที่ใจขยายใหญ่ขึ้นอีกแล้ว...

ความทรงจำในอดีตกำลังย้อนกลับมาหลอกหลอนฉันอีกครั้ง...

ทุกครั้งที่นึกถึงมัน

ฉันอยากฆ่าตัวตาย...

ขยะแขยงตัวเอง รังเกียจคนรอบข้าง ไม่สามารถให้อภัยบุคคลที่กระทำเรื่องเลวร้ายกับชีวิตฉันได้...

มันอาจจะไม่หนักหนา หรือเลวร้ายที่สุด ถ้าเทียบกับคนที่เผชิญสิ่งเหล่านั้นที่มันเจ็บปวดยิ่งกว่า

แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่ บาดแผลเล็ก ๆเหล่านี้ กำลังถูกขยายให้ใหญ่ ไม่ว่าจะผ่านมายาวนานแค่ไหน มันยังคงหลอกหลอน กระตุ้นเตือนความจำทุกครั้ง ที่มีเรื่องบางอย่างมาสะกิดแผลที่ใจ

เจ็บปวด...

เคียดแค้น...

ขยะแขยงตัวเอง...

ฉันไม่ใช่คนดีมากพอที่จะอภัยให้บุคคลเหล่านั้นได้

ขณะที่กำลังบันทึกอยู่นี้ น้ำตาแห่งความเคียดแค้น เจ็บปวด กำลังหลั่งใหล...

ฉันอยากลบความทรงจำเหล่านั้นออกไป

อย่าให้ฉันต้องทนทุกข์กับความทรมาน...

ที่ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่

มันไม่เคยเลือนหายไปจากสมอง และจิตใจของฉันเลย...

วันนี้ ผู้หญิงเพียงคนเดียวในโลก ที่ฉันเคยคิดมาตลอดว่ารักฉัน และฉันก็รักมาก...

กำลังทำให้ฉันมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ทั้งการกระทำ คำพูด และเรื่องในอดีตหลาย ๆอย่าง

ทำให้ฉันไม่มีความแน่ใจ ว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ฉันคิด จะเป็นอย่างที่รู้สึกจริง ๆหรือไม่...

หรือว่าความจริงแล้ว ฉันไม่เคยได้รับความรักอย่างจริงใจจากคนรอบข้างเลย...

ฉันเพิ่งได้ตระหนักในวันนี้ ว่าความจริงก็คือ...

ฉันอาจยังไม่เคยรู้จักความรัก ทั้งจากคนในครอบครัว บุคคลรอบข้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันได้สัมผัส มันคือความว่างเปล่า...

แล้ววันนี้ฉันก็ทำร้ายตัวเองอีกครั้ง...

บาดแผลที่จิตใจไม่เคยเจือจาง บาดแผลที่ร่างกายก็มีแต่เพิ่มมากขึ้นทุกวันทุกวัน...

เลือดที่ข้อมือหยุดไหล และแห้งติดผิวหนัง...

แต่เหตุใดน้ำตาของฉัน ยังคงไหลไม่หยุด...

ฉันโกรธเจ็บปวด เคียดแค้น กดดัน...

อยากจะทำร้ายคนที่ทำร้ายฉัน อยากจะหนีไปให้พ้น ๆ

แต่ฉันกลับทำอย่างนั้นไม่ได้ ฉันยังไม่เข้มแข็งพอ...

ฉันพร่ำบอกตัวเองหลายครั้ง ฉันรู้ดีว่าในโลกนี้คงไม่มีใครรักฉัน ดังนั้น ฉันจึงควรรักตัวฉันเอง

ฉันจะรักตัวเองให้มาก และจะหยุดความรู้สึกรักและผูกพันกับผู้อื่น

ฉันไม่ควรรู้สึกรัก หรือผูกพันกับใคร...

เพราะอีกไม่นาน อาจจะเร็ว หรือช้า คนเหล่านั้นจะหายไปจากชีวิตฉัน

แต่สำหรับตัวฉันนั้น ฉันจะไม่หายไป หรือเมื่อถึงเวลานั้นเมื่อไหร่

ฉันก็จะหายไป พร้อม ๆกับความรักที่ฉันมีต่อตัวฉันเอง...

น้ำตายังคงหลั่งใหล...

ฉันเช็ดมันออก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

แต่มันก็ยังไหลไม่หยุด...

ความทรงจำในอดีตยังคงวนเวียนอยู่ในสมอง ยิ่งคิด ก็ยิ่งเจ็บ ความเจ็บทำให้ฉันเคียดแค้น นึกโทษตัวเองที่ต้องเกิดมาเจอเรื่องราวเหล่านี้

ไม่มีใครช่วยฉันได้ ฉันยังต้องจมอยู่กับมัน

อยากให้มีใครสักคนยื่นมือมาฉุดดึงฉัน...

ทำให้ฉันหลุดพ้นจากอดีต ลืมสิ่งที่เคยถูกกระทำ ให้ฉันยิ้มได้ โดยที่ภายในไม่ต้องร่ำไห้อย่างเงียบ ๆ

น่าสงสารตัวเอง ที่เวลาเจ็บ ทางออกของฉันก็คือทำให้ตัวเองเจ็บยิ่งกว่าเก่า

มีคำพูดมากมาย ที่ทำให้ฉันเจ็บปวด ทุกข์ทน กดดัน

คำพูดจากบุคคลคนที่ฉันรัก คนที่เลี้ยงดูฉัน แต่ถึงอย่างนั้น ความรักที่ได้รับกลับน้อยนิด ไม่เพียงพอที่จะกลบลบความรู้สึกปวดร้ายภายในใจได้

ทำไมถึงยังเห็นคนอื่นดีกว่าฉัน ทั้ง ๆที่คนเหล่านั้นทำร้ายฉัน แต่กลับทำเพิกเฉย ยังคงปล่อยฉันไว้ ทำร้ายด้วยคำพูด ให้ฉันรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เหมือนไม่มีคุณค่าที่ได้เกิดมา

ฉันรู้ว่าฉันไม่ใช่คนดี คงไม่ดีเท่าคนเหล่านั้น ฉันจึงไม่อาจเทียบได้

...บอกว่านับวันยิ่งเกลียดฉัน

ฉันรับได้ และทำใจกับมัน

แต่...จะเคยรู้บ้างไหม

ว่าจากความรักที่มีอย่างบริสุทธิ์ และจริงใจจากฉัน

นานวัน... มันกลับค่อย ๆแปรเปลี่ยน กลายเป็นความเกลียดชัง

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันรู้ตัวเองดีว่า ฉันกำลังหลอกตัวเอง...

บ่อยครั้ง ที่...บอกว่าเกลียดฉัน ไม่อยากอยู่ร่วมบ้าน ไม่อยากเห็นหน้า

ฉันไม่รู้ว่าที่พูดออกมา มาจากความโกรธเพียงชั่ววูบ หรือมันคือจิตใต้สำนึกจริง ๆกันแน่ ที่ทำให้... พูดออกมาอย่างนั้น

รู้ไหมว่ามันช่างเจ็บปวด ทรมาน ที่ถูกคนที่คิดว่าเป็นเพียงคนเดียวในโลกที่คิดว่าจะรักฉัน ต่อใหฉันจะดีจะชั่ว ความรักนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง

แต่แล้วฉันก็รู้ว่ามันไม่ใช่...

และด้วยความเป็นคนหัวรั้น ดื้อด้าน พยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็ง ไม่ต้องแคร์อะไร ยิ่งกับคนที่ทำให้ฉันเจ็บ ฉันยิ่งอยากทำให้คน ๆนั้นเจ็บยิ่งกว่า

ฉันตอบกลับไป เมื่อถูกบอกว่าเกลียดอีกครั้ง

ฉันตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าสงบนิ่ง น้ำเสียงเย็นชา

ฉันบอกว่าเรื่องของ... อยากเกลียดก็เกลียดไป นั่นเป็นสิ่งที่ฉันพูด แล้วฉันก็ถูกผลักไส ถูกไล่ออกจากบ้าน

ฉันรู้ว่าถ้าฉันไป ... ก็คงไม่รู้สึกอะไรต่อการไปของฉัน

แต่ฉันคงไปไม่ได้ เพราะฉันยังไม่เข้มแข็งพอที่จะเดินไปจากบ้านฉันหวาดกลัวความเหงา ความโดดเดี่ยว ความรู้สึกหดหู่ใจ บ่อยครั้งที่ต้องเผชิญกับมัน ฉันจะผ่านพ้นไปได้ ด้วยสภาพจิตใจที่ทุลักทุเล

และถึงแม้ถึงการกระทำภายนอก จะเฉยชาสักเพียงใด แต่แท้จริงในใจฉันนั้นรัก...มาก ฉันรู้ว่าที่ต้องทำงานหนักก็เพื่อทุก ๆคนในบ้าน แต่ความรักและการกระทำของพวกเรากำลังสวนทาง

ฉันไม่เข้าใจ...

ที่บอกว่าเกลียดฉัน มันเป็นเรื่องเมื่อหลายวันก่อน ฉันเป็นคนที่โกรธง่าย หายเร็ว แต่จำนาน คำที่บอกว่าเกลียดมันรบกวนจิตใจฉัน และฉันต้องปลอบตัวเองทุกครั้งที่นึกถึงมัน

ฉันบอกตัวเองทุกครั้ง ได้แต่โต้เถียงในใจ

...เกลียดฉันก็ช่าง แต่อยากให้รู้ว่าฉันเกลียด...ยิ่งกว่า มีเหตุผลเป็นล้านที่ทำให้ฉันรู้สึกอย่างนั้นได้ แต่มีเหตุผลเพียงข้อเดียวที่ฉันไม่อาจรู้สึกอย่างนั้นได้จริง ๆ

เพราะคุณให้กำเนิดฉัน ถึงแม้จะไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ ความรัก แต่ก็ต้องขอบคุณที่ทำให้ฉันเกิดมา ให้ฉันมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ มีชีวิตและเผชิญกับสิ่งเลวร้ายจากบุคคลรอบข้าง ให้ฉันถูกทำร้าย ให้ฉันถูกทำลาย...

วันนี้...ต่อว่าฉันฉันร้องไห้ ฉันเคยบอกตัวเองให้เข้มแข็ง อย่าร้องไห้ให้คนเห็น แต่ฉันก็พลาด ...เห็นฉันร้องไห้ ...ไม่รู้สึกอะไร...บอกให้ฉันฆ่าตัวตายจะได้พ้น ๆไปจากบ้านนี้

...อาจจะรู้ ว่าฉันทำได้ หรือคิดว่าฉันคงไม่ทำ หรือจะอะไรก็ตามแต่ ที่ทำให้..พูดออกมาอย่างนั้น

แต่อยากจะบอกว่าฉันไม่รู้สึกอะไร กับคำพูดนั้น จิตใจของฉัน มันด้านชา ไม่มีความรู้สึกรู้สาอีกต่อไป

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้ฉันค่อย ๆเข้มแข็ง...

ฉันดีใจ ที่ตัวเองอดทนต่อคำพูดเหล่านั้นได้

ฉันกลับขึ้นห้อง ไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่ฉันกำลังฆ่าจิตใจของตัวเอง...

น้ำตาฉันไหลเลือดกำลังซึมออกมาจากบาดแผล มันไม่ลึกมากเท่าความรู้สึกในจิตใจ ไม่เจ็บมากเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคยเผชิญ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันทำร้ายตัวเอง เหตุการณ์อย่างนี้เคยเกิดขึ้น ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เรื่องในอดีตหวนขึ้นมา ทุกครั้งที่ถูกทำให้รู้สึกเจ็บ ฉันจะทำร้ายตัวเอง

สีของเลือดทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น อาจะเพราะสีของมันสวย แดงสดและค่อย ๆไหลซึมออกมาช้า ๆ สวนทางกับน้ำตาของฉัน และเมื่อมันทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ ฉันจะย้ำเตือนตัวเองด้วยบาดแผลเหล่านั้น

ทุกครั้งที่ทำตัวเอง ...ไม่เคยเห็น และ... ไม่เคยรู้ถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน

แต่มีครั้งหนึ่ง ที่ฉันสุดจะกลั้น ฉันไม่อาจทนทาน ต่อสิ่งที่ได้รับรู้ มันน่าขยะแขยง ทำให้ฉันเคียดแค้น และทำร้ายตัวเองอีกครั้ง

ฉันหันหลังให้ ...กำลังมองแผ่นหลังของฉัน เรากำลังคุยกัน ถึงเรื่องบางอย่าง ที่ทำให้ทั้งฉันและ...ต้องรู้สึกเจ็บ และทั้ง ๆที่รู้ ว่าเรื่องมันต้องเป็นอย่างนั้น แต่ฉันกลับทนไม่ได้ เมื่อได้ยินจากปาก... ทั้ง ๆที่รู้ แต่ ...ก็ยัง...

ครั้งนั้นฉันทนต่อไปไม่ได้ ราวกับมีลูกไฟสุมอยู่ในกาย มันร้อนจนแทบคลั่ง และในที่สุดฉันก็ระเบิดมันออกมา

ดินสอที่ฉันกำลังจับอยู่ มันเปลี่ยนจากที่เคยจรดกระดาษ มากระหน่ำแทงที่หลังมือของฉัน ครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนกระทั้งเลือดไหลออกมา จนกระทั่งเนื้อหนังหลุดลอก จนกระทั่งฉันหมดแรง

ระหว่างนั้น ...ไม่ได้พูดห้ามสักคำ แต่หลังจากที่ฉันหยุด มีคำพูดคำหนึ่งที่หลุดออกจากริมฝีปากทว่า ฉันกลับจำไม่ได้ เพราะความรู้สึกตอนนั้น มันเปี่ยมไปด้วยความเจ็บ เต็มไปด้วยความแค้น รู้แต่ว่า ... ไม่อยากให้ฉันทำร้ายตัวเอง เพราะมันไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา

...พูดเสียงเรียบ ฉันมองไม่เห็นหน้า... เพราะฉันไม่ได้หันไป ฉันไม่กล้ามอง ไม่อยากเห็น ...เจ็บปวด แต่ฉันก็รู้ น้ำตา...ไหล ...กำลังร้องไห้ เช่นเดียวกับฉัน

เหตุการณ์ครั้งนั้น ผ่านมานานกว่าสองปี แต่ทำไม...ถึงยังไม่ทำอะไรสักอย่าง ทำไม..ถึงทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ได้รักฉัน เท่ากับที่รักบุคคลเหล่านั้น ทำไมถึงทำให้ฉันรู้สึกไร้ค่า ไม่อาจเทียบเท่ากับคนเหล่านั้นได้

รอยแผลเป็นในครั้งนั้นยังคงอยู่ แต่ทำไมถึงกลับทำเหมือนมองไม่เห็น ความเจ็บของฉัน อาการนอนไม่หลับ ความรู้สึกกดดันสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ฉันได้รับความเห็นอกเห็นใจเลยหรืออย่างไร

บ่อยครั้งที่ความผิดเพียงน้อยนิดของฉัน ทำให้ความดีที่เคยกระทำถูกลบหาย

ภายนอกของฉัน เหมือนคนไม่คิดอะไร โกรธแล้วก็หาย ร้องไห้แล้วก็ยิ้ม...

แต่จะมีใครรู้ ว่าในใจของฉันนั้นไม่ใช่

ฉันยังคงร้องไห้ ร่ำร้องให้ใครสักคนเข้าใจฉันอยู่เงียบ ๆ

ทุกครั้งที่ยิ้ม นั่นไม่ได้หมายความว่า ในใจของฉันจะกำลังยิ้ม อย่างที่ภายนอกแสดงออก

ทุกครั้งที่เสียงหัวเราะดัง นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันกำลังมีความสุขอย่างที่แสดงออกไป

เมื่อไหร่ความรู้สึกเหล่านี้จะจางหาย...

จะมีใครสักคนในโลกใบนี้บ้างไหม ที่จะทำให้ฉันลืมมัน

ได้โปรด ยื่นมือมาฉุดดึงฉัน ช่วยทำให้ฉัน นอนหลับเต็มตาเสียที...


edit @ 2006/02/03 22:42:17

2006/Jan/02

ปีใหม่ทีไร มีเรื่องให้เครียดได้ทุกที...

เอ่อ ไม่ทราบว่ากระผมไปทำอะไรให้คุณนักหนาหรือไงครับ ถึงได้ตามล้างตามผลาญนิยายที่กำลังเร่งเขียนอยู่เรื่อย(เรื่องอื่นก็ไม่ยักหาย หายแม่งแต่เรื่องนี้แหละ ฉิบ...!)

อีกแล้วครับท่าน! นิยายที่พิมพ์ลงเวริดและดูแลรักษาเท่าชีวิตจู่ ๆก็เกิดโรคแทรกซ้อน เปิดมาในวันใหม่เจอแต่ภาษาต่างดาวและความว่างเปล่าของเวริด- -'' นี่ดีนะที่ซิบไฟล์เอาไว้บ้าง ไม่งั้นละเวรเอ๊ยยยให้นั่งคิดนั่งเขียนใหม่หมดไม่ใครก็ใครต้องตายแน่เลย (จะมีใคร ก็มีแต่เรา=_='')

นี่คือรอบที่สามของการสูญหาย และไม่สามารถกู้คืนได้ เอาเถอะ ไอ้ที่เอาคืนไม่ได้แค่ตอนกว่า ๆ ก็แค่เสียเวลาไปนานนับชั่วโมง นั่งหลังขดหลังแข็งทำหนึ่งวันครึ่งเท่านั้นเอง- -''

จะเอาแต่พล่าม ๆโดยไม่บอกถึงตัวทำลายล้างในครั้งนี้ ประเดี๋ยวท่านที่หลงเข้ามาจะเกาหัวและสาปแช่งเจ้าของบล็อกในใจได้ หลังจากที่ถาผู้รู้ และค้นหาด้วยตัวเองอยู่หนึ่งวัน ในที่สุด เราก็ค้นพบไอ้ตัวเฮงซวยนั่นแล้ว มันคือ

ไวรัส ครับท่าน

มันคือตัวทำลายล้าง มันคือศัตรูของนักเล่นคอม และมันเป็นศัตรูหมายเลข1ของnj venus ในขณะนี้ รู้สึกว่ามันจะชื่อสั้น ๆง่าย ๆว่า โทรจัน...แล้วเสือกล้างไม่ได้ซะด้วยนะ! ผู้รู้บอกมาอีกแล้วว่า มันอาจจะเป็นไวรัสสายพันธ์ใหม่ ทำลายไม่ได้ เลี้ยงได้อย่างเดียว

เวรเอ๊ย! อยากจะบ้าตาย พอถามไอ้คุณผู้รู้ (เพื่อนเรานั่นแหละ) ว่าถ้าอย่างนั้นต้องทำยังไง คำตอบที่ได้รับช่วยได้มากเลยทีเดียว

มันทำหน้าคิด สีหน้าเคร่งเครียด ท่าทางใช้สมองอย่างหนัก หลังจากนั้นอีกไม่กี่วินาทีต่อมา เพื่อนคนเดิมช้อนตามองข้าพเจ้า กระตุกยิ้มบาง ๆที่มุมปาก ก่อนจะส่ายศีรษะเบา ๆ

เวรของเวร! แล้วมันจะลีลาทำแป๊ะอะไรวะ เด๋วตรูกลับบ้านเอาค้อนทุบซะ รับรองหายขาดแน่นอน หายทั้งไวรัสทั้งคอมนั่นแหละ ฮ่า ๆๆ^0^ (เริ่มเสียสติ=_=)

หลังจากที่มีเรื่องไม่ดี ก็ยั้งอุตส่าห์มีเรื่องดี ๆเกิดขึ้นกับชีวิตเฮงซวยอย่างนี้บ้าง

ไม่อยากจะแซ่ดดด แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตขอคุยหน่อยเถอะนะ (คุยกับตัวเองอ่ะ มีไรมะ!)

ก็ยัยขี้แยของกระผ๊มน่ะสิ^0^ มีสายรายงานเข้ามาว่า ที่ชลบุรีขายดีอันดับหนึ่ง วะฮ่าๆๆ(หัวเราะให้กับความบ้าคลั่งของตัวเองเสียหนึ่งที =_='')

อีกที่ อันนี้เป็นปลื้ม หลังจากที่ได้แต่ดูของคนอื่นติดอันดับ^^''

ณบัดนาว! nj venus ขอนำเสนอ หนังสือขายดี 10 อันดับของศูนย์หนังสือจุฬา^^

20 อันดับหนังสือขายดี ของศูนย์หนังสือจุฬา
ประเภทนวนิยาย
ประจำวันที่ 11 - 18 ธันวาคม 2548
อันดับLast Weekชื่อหนังสือผู้แต่ง/ผู้แปล
1-ข้างหลังภาพศรีบูรพา
2-รักของยัยขี้แยNJ VENUS
3-รักสุดเซอร์ของยัยขี้โม้แสตมป์เบอรี่
4-สุ่มเบอร์ เลยเจอรักทิวลิปสีฟ้า
5-ทั้งหมดของหัวใจคือเธอAMP
6-วุ่นจริง เจ้าหญิงหรือเจ้าชาย 1LA LUNE
7-นิกกับพิมว.ณ ประมวญมารค
8-เจ้าแห่งรัตติกาล เล่ม 1-2ลักษณวดี
9-นิยานรักจำลองคีตาญชลี
10-ไผ่แดงคึกฤทธิ์ ปราโมช

ก็อปมาทั้งดุ้นเลย เหอๆ พอเรื่องนี้แค่นี้ดีกว่า เชื่อว่าใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาต้องเริ่มหมั่นไส้ยัยบ้านี่แล้วอย่างแน่นอน- -''

ปล...รักของยัยขี้แย -_-; ชื่อเรื่องผิดได้ไงฟร่ะ ชิ!

ไหน ๆก็ไม่อัพนิยาย แต่สะแร๋นมาอัพบล็อกแล้ว ขอพล่ามอีกสักเรื่องล่ะกัน- -;

วันนี้ที่จริงมีนัดกับเพื่อน เป้าหมายคือไปดูหนังและพูดคุยกันตามประสาซี้เก่าที่ไม่เจอกันมานานเน แต่จะด้วยอะไรก็ตามแต่ (ขี้เกียจอธิบาย เหตุผลมันยาวมากกก-_-'') เพื่อน ๆทั้งสี่ แน่นอนว่าไม่ได้ไปแน่ ๆสอง แต่อีกสองที่มั่นใจว่ามึงต้องไปแน่ ๆแล้วนั้น เหอ ๆ แคนเซิ่ลเสียหนึ่งคนครับท่าน โอ้โห!แล้วเหลือแค่สองจะใปเดินแย่งอากาศคนอื่นหายใจหรือไงวะ เหลือสามก็แกร่วพอแล้วนะ เหลือสองไม่ต้องไปเลยดีกว่ามั้ย!

ทำเป็นพูดพล่ามบ่นเสียยาวเหยียด สุดท้ายทนความหดหู่เหงาใจไม่ไหว ต้องไปแป๊ดที่ห้างไกลบ้านคนเดียว- -''

ไปถึงปุ๊บ ที่แรกที่เสนอหน้าเข้าไปคือร้านหนังสือชั้นล่างของบีทูเอส เดินหายัยขี้แยจนขาขวิด แต่ก็ยังไม่เจอ นึกสงสัยในใจว่า

มันขายหมดแล้ว

หรือ...

มันไปซุกซ่อนอยู่หลืบไหน?!

เพื่อไม่ให้สมองโง่ ๆบวม ๆต้องทำงานหนัก จึงเดินลากขาใหญ่ ๆไปที่พนักงานขาย แล้วถามด้วยหน้าตาใสซื่อปนโง่นิด ๆว่า

"พี่คะ หนังสือเรื่องรักเธอยัยขี้แยหมดแล้วหรือคะ"

คนขายทำหน้างง ๆ เหมือนจะย้อนถามว่า มีหนังสือชื่อนี้ในโลกด้วยเหรอ เราก็เลยตอบกลับด้วยการทำสีหน้าที่โง่เง่ายิ่งกว่าออกไป- -''

สักพัก เหมือนสมองจะนึกขึ้นได้ พนักงานขายจึงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า

"ยัยขี้แยขายหมดแล้วคะ"

นึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ พยายามเก็บอาการลิงโลดไว้เต็มที่ ด้วยกลัวว่าจะถูกมองด้วยสายตาเวทนา เพราะอาจคิดว่าเราไม่เต็มเต็ง (ซึ่งนั่นก็เกือบจะเป็นเรื่องจริง- -'')

หลังจากทำหน้าให้เป็นปกติ(ด้วยความลำบากยิ่ง) คำถามที่สองก็หลุดลอดจากริมฝีปากอีกครั้ง

"ขายหมดนานแล้วเหรอพี่"

พนักงานขายทำหน้าคิดอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม และคำตอบที่ได้รับก็...หน้าตาที่ใช้สมองอย่างหนัก ด้วยความสงสารบวกกับเริ่มหมดความอดทน (เมื่อยขาแล้วนี่หว่า) เลยบอกปัดไปว่า

"ไม่เป็นไรคะพี่" พูดด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา ในใจก็คิดไปว่า

'ขายหมดก็ดีนักหนาแล้ว มึงยังจะถามหาพระแสงอะไรอีก'

ออกจากร้านหนังสือ รีบตรงดิ่งไปที่โรงหนัง เพราะไม่อยากดูรอบที่มันสายมากนัก เดี๋ยวกลับเย็นแล้วจะโดนบ่นหูยานเอาได้ ไปยืนต่อคิว ขณะที่หัวสมองครุ่นคิดอย่างด่วนจี๋ ว่าจะดูเรื่องอะไรดี ระว่างวาไรตี้ผีฉลุย และนาร์เนีย (ไมไม่คิดก่อนซื้อตั๋ววะ!) ถามตัวเองก่อนว่า วันนี้กำลังต้องการอะไรมากที่สุด คำตอบคือเสียงหัวเราะ เลยเลือกดูวาไรตี้ผีฉลุย

เข้าไปในโรง นั่งกับใครก็ไม่รู้ ทางซ้ายมาเป็นคู่รัก ทางขวามาเดี่ยว ไม่มีใครคบเหมือนกัน- --'' นั่งไปสักพักหนังตัวอย่างเข้าฉาย เราก็นั่งซัดป๊อปคอร์นกับน้ำอัดลมเข้าไป และแล้ว เวลาที่รอคอยก็โผล่เข้ามา(เหอ ๆ) หลังจากนั้นก็นั่งดูหนังไปด้วยอารมณ์ขันนิด ๆพอเป็นพิธี จะมีขำมาก ๆแค่ไม่กี่ช่วงเท่านั้น นอกนั้นเรื่อยเปื่อย บอกได้เลยว่าดูแล้วไม่คุ้ม และไม่รู้เรื่องว่าผู้กำกับอยากจะสื่อสารอะไร (ก็งงอยู่คนเดียวนี่หว่า)

พูดอีกทีก็คือ ถ้าอยากจะเอาตลก ขอแนะนำให้ไปร้านขายซีดี แล้วเลือกเอาซีดีตลกมาคณะหนึ่ง จากนั้นให้รีบนั่งรถกลับบ้าน เปิดแอร์ เปิดพัดลม(ตามแต่ที่คุณจะมี หรือจะเอาพัดมานั่งพัดก็ได้นะ ถ้าคุณประหยัดมากขนาดนั้น) หลังจากนั้น คุณก็ดูไอ้แผ่นที่ซื้อมาซะ แล้วนั่งหัวเราะไปให้พอประมาณ อ้อ!นั่นต้องหมายความว่า ไอ้แผ่นที่คุณซื้อมาจะตลกจริง ๆ - -''

หรือถ้าคุณจะดูเพื่อเอาความน่ากลัว ขนลุกขนพองสยองเกล้า อยากจะขนรักแร้ร่วงกราว หรือขนหน้าแข้งร่วงด้วยความกลัวจับใจก็ตาม ในหนังเรื่องนี้ก็พอมีอยู่บ้าง (สังเกตจากคนข้าง ๆที่พร่ำพูดแต่ว่าน่ากลัว ๆ ทั้งที่เราได้แต่คิดว่า มันน่ากลัวตรงไหน-_-;) แต่อาจจะไม่สยดสยองถึงกับเอาไปนอนฝัน ทางที่ดี ขอแนะนำให้คุณลงไปร้านซีดีที่ร้านเดิม แต่เปลี่ยนจากซีดีตลกเป็นหนังผีของชาติใดก็ได้ตามแต่รสนิยม และขอแนะนำให้เลือกดี ๆ เพราะบางเรื่องถึงจะเป็นหนังผี แต่อาจจะไม่มีความน่ากลัวห่าอะไรเลย นอกจากเงินที่คุณเสียไปฟรี ๆ แลกกับการนั่งหง่าวอยู่หน้าจอโทรทัศน์ แล้วไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับหนังเวรนั่นเลยแม้แต่นิด

ออกมาจากโรงหนังด้วยอารมณ์เซ็ง ๆปนเสียดายเงินและโมโหตัวเองหน่อย ๆ(ทำไมตรูไม่เลือกดูนาร์เนียวะ) นอกจากเซ็งแล้วยังอยากเข้าห้องน้ำโคตร แล้วพับผ่าสิ ห้องน้ำมีกี่ที่ ๆก็มีหมานุษย์ยืนอออยู่เต็มไปหมด

เดินลากขาเพราะรองเท้ากัดไปทั่วห้าง มองหาห้องน้ำด้วยอาการปวดมวนในกระเพาะ เดินจนอยากจะคลานก็แล้ว ยังไม่มีที่ไหนที่คนน้อย ๆซ้ากที ไม่รู้ว่ามันจะมาทำบ้าอะไรกันเยอะขนาดนี้...เออเว้ย ก็มันวันหยุดนี่หว่า ซ้ำยังหยุดกันทั้งประเทศอีก- -''

กว่าจะได้เข้าห้องน้ำ อารมณ์ที่เน่าอยู่แล้วยิ่งเน่ามากขึ้นไปอีก จึงหาวิธีดับอารมณ์ด้วยการเข้าร้านหนังสืออีกครั้ง(คราวนี้เป็นซีเอ็ด) เจอยัยขี้แยวางเด่นอยู่สี่เล่ม เลยป.ส.ด.มากกว่าเดิม จังตัดสินใจเดินไปหลบมุมอยู่ตรงหนังสือแนวแฟนตาซี ก้ม ๆเงย ๆจนปวดหลังหาเรื่องที่ถูกใจ ในที่สุดก็เจอวรรณกรรมเยาวชนเล่มบาง ๆแต่น่าสนใจเล่มหนึ่ง เลยซื้อมาทั้งสี่เล่ม...

เล่มล่ะแค่85 บาท พอไหว ๆ...ได้หนังสือมาปุ๊บ ก็แตร่มันอยู่แถว ๆนิยายรักอีกรอบ เห็นคนหยิบมาอ่านสองสามคนแล้วก็วางที่เดิม (อยากจะเดินเข้าไปตบกะโหลกแล้วตะคอกถามว่า'ทำไมมึงถึงไม่ซื้อวะ'...ซึ่งถ้าทำอย่างนั้น มีสิทธิ์ถูกตบสวนจนหน้าชา และอาจโดนจับเหวี่ยงออกมาจากห้างได้-_-;)

เดินไปจ่ายเงินพนักงานขายไม่ยอมห่อปกให้ จึงถามไปอย่างสุภาพ ๆที่สุดว่า

"ไม่ห่อปกเหรอคะ"ปุจฉา

วิสัชชนา

"ถ้าห่อปกต้องเสียปกละสามบาทนะคะ ราคาหนึ่งร้อยบาทขึ้นไปเราถึงจะห่อให้ฟรีคะ"

ทำหน้างง ๆผสมโง่นิด ๆ ก่อนจะตัดใจยอมเสียเล่มละสามบาท ดีกว่าหน้าแตก

ลงจากชั้นหนังสือด้วยอารมณ์ขุ่นมัว คราวนี้เดินดูของเรื่อยเปื่อยและแวะเข้าร้านซีดี ก่อนจะได้เรื่อง

ชาร์ลีกับโรงงานช๊อกโกแลตมา 1 เรื่อง

สรุปว่าที่ไปเดินขาลากทั้งวันเพื่อซีดีหนึ่งเรื่อง กับหนังสือสี่เล่ม (เรื่องจิมมี่ เซสต์)

จากนั้นก็ไปรอรถหน้าห้าง แดดก็ร้อนเปรี้ยง ๆ รถก็แน่นไปด้วยคน ซ้ำยังเวียนหัวคลื่นไส้อยากจะแหวะใส่หน้าคนที่อยู่ข้าง ๆเสียอีก (เจ้แกคุยเสียงดังโคตร แล้วยังเสือกอวดรู้กับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกนะ...ด่าแม่งหมด ใครก็ไม่รู้--'')

กลับถึงบ้านห้าโมงเย็น และต้องเซ็งจิตอีกระลอก เมื่อไม่มีคนอยู่บ้าน กุญแจบ้านก็ถูกล็อก และกระผ๊ม! ก็เสือกลืมเอากุญแจและโทรศัพท์มือถือออกไป ทำให้ต้องยืนหงุดหงิดประสาทเสียอยู่ร่วมสิบนาที

เตร่ไปเตร่มาอยู่หน้าบ้านอย่างหงุดหงิด และหมาที่บ้านก็เห่ากันเสียงขรม (มันคงคิดถึงนายมันมาก...) ยืนแกร่วอยู่ตรงนั้นด้วยปรอทเก็บอารมณ์ที่เริ่มแตก เดินดูประตู ปีน ๆลง ๆที่รั้วอยู่นาน ก่อนจะหันซ้ายหันขวา ตัดสินใจปีนรั้วเข้าบ้าน และลงสู้พื้นซีเมนต์อย่างปลอดภัย...

กลับเข้าบ้านปุ๊ป นั่งให้หมามันแสดงความรักจนสมใจก่อน แล้วค่อยมาจ่ออยู่หน้าคอม เพลงก็ฟังไม่ได้ สงสัยว่าจะโดนไวรัสทำลายอะไรสักอย่างเอ้อ! ได้ใจไปก่อนเถอะมึ๊ง! สแกนไวรัสทำลายมึงไม่ได้ เดี๋ยวตรูจะยกไปให้ช่างเสียบ(ซ่อม) ขนาดนั่งพิมพ์อยู่นี่เครื่องยังช้าเป็นเต่าเลื้อยเลย....

เป็นการอัพบล็อกที่แสนยาวเหยียดและจบลงด้วยความเซ็ง เซ่ง เซ้ง เซ๊ง เซ๋ง

จบข่าวแทรกจากซีเอ็นเอ็น ง่วงแล้ว อยากจะนอน

ปล...ไม่ได้เขียนนิยายอีกตามเคย ไฟท์ติ้งออฟเลิฟจะเสร็จทันเวลาไหมวะ!

สตอร์เบอรรี่วีนัส ฮ่าๆๆ!^0^ ขอบคุณน้องเนมเจ้าเก่าที่ทำให้พี่นะคะ^^


edit @ 2006/01/02 00:51:19
edit @ 2006/01/02 01:06:13
edit @ 2006/01/02 02:02:37

2005/Dec/31

สวัสดีปีใหม่ สำหรับท่านที่หลงเข้ามานะค่า>0<

ในที่สุด ปี2006ก็มาถึง และฉันก็มุ่งมั่นที่จะดองนิยายต่อไป

ปีนี้มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ว่าจะต้องเขียนนิยายที่ดองข้ามปีมาสองรอบอย่าง Adventure in monster world ให้จบลงให้ได้ (และเชื่อมั้ย ไม่มีทางสำเร็จหรอก- -'') อ๊ากกกกกกก>0< ดูถูกตัวเองอย่างนี้ได้ยังไง้! ต้องเขียนให้จบสิเว้ยย! เจเคโรลลิ่งยังเขียนแฮรรี่ พอตเตอร์ตั้งห้าปีกว่าจะจบเล่ม1 (ข้อมูลมั่วเปล่าเนี่ย -_-'') เพราะงั้น เราอายุยังน้อย ก็จงตั้งหน้าตั้งตาเขียนต่อไป ^^'' เมื่อถึงเวลานั้น ถ้าห้าปีแล้วยังจบเล่มหนึ่งไม่ได้ ก็เอาหัวโหม่งต้นถั่วเขียวตายไปซะเถอะ - -''

เรื่องที่สองที่ดองข้ามปีเช่นเดียวกัน -_-; เทพอสูร (ไมดองแต่แนวแฟนตาซีวะ!) เรื่องนี้สมควรอยู่หรอก ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แล้วมึงจะเขียนจบได้อย่างไร ไอ้วีนัส =_= แต่ก็นั่นล่ะ เขียนให้จบไม่ได้ ก็ไปตายซะ ฮ่า ๆๆ! (เริ่มบ้าแล้วกู)

เรื่องที่สามF i g h t i n g Of L o v e อันนี้ไม่น่ากลุ้มเท่าสองเรื่องแรก เพราะวางพล๊อตเรื่องไว้เป็นอย่างดี ปัญหามีอยู่เรื่องเดียวคือ>>>ทำไมถึงขี้เกียจอย่างนี้วะ! ขยันอัพเรื่องทุกวันหน่อยสิเว้ย! เดี๋ยวก็ไม่ทันงานหนังสือเดือนมีนาหร๊อก >_< อยากมีหนังสือไปวางขายกับเค้ามั้ย! ถ้าอยากก็จงรีบ ๆเขียนซะโดยไว วันละหนึ่งตอนก็ยังดี ไม่ใช่วันละหนึ่งบรรทัด เข้าใจมั้ย! ไอ้วีนัสเอ๋ย!(เป็นการปลุกใจตัวเองที่ดุเดือดถึงใจพะย่ะคะ- -'')

จบเรื่องดองนิยายไว้เพียงเท่านี้ หัวข้อต่อไปก็คือ ปีที่แล้ว กระผ๊ม! ได้ทำอะไรลงไปบ้าง ซึ่งจากที่นั่งเค้นสมองอยู่นาน เท่าที่จำได้ก็

มีหนังสือเป็นของตัวเองแล้วเว้ยยยยยยย>0<

ฮ่า ๆๆ! ในที่สุด ข้าพเจ้าก็สานฝันไปได้ก้าวหนึ่ง^^'' ถึงแม้จะไม่ประสพผลสำเร็จแบบถล่มทลาย แต่ก็คิดว่าตัวเองทำได้ดีในระดับหนึ่งล่ะนะ (มีดีกับเค้าด้วยเรอะเอ็ง - -'')

ยัยขี้แยมีสองสี

แต่ที่โดนที่สุดเป็นสีชมพู ฮ่า ๆๆ! แต่ทำไมคนอ่านชอบสีเขียวกันเยอะนักนะ- -''

รักเธอ ยัยขี้แยวางแผงไปได้ไม่ถึงเดือน ก็ได้ทราบข่าวว่ามีการรีปรินซ์ ตีพิมพ์ครั้งที่สองเรียบร้อยแล้ว ^O^ไอ้ดีใจมันก็ดีใจอยู่หรอก แต่ของเก่ามันยังไม่หมดเลยไม่ใช่หรือไงวะ! แล้วไหงทางอัมรินทร์ถึงสั่งรีปรินซ์ซะแล้ว (หวังว่าคงไม่ตีกลับมาเป็นพัน ๆเล่มหรอกนะเว่ย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คงหัวเราะไม่ออกไปอีกยาวนาน - -'')

ข่าวดีอีกเรื่องก็คือ ได้ข่าวแว่ว ๆมาจากพี่ ๆบ.ก 1168มาว่า หนุ่มหล่อแสบใสกับยัยเฉิ่ม เล่ม1 น่าจะได้วางแผงปลายเดือนมกราคมนี้ อ้อ! หมายถึง ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงจะเป็นไปตามนั้น ส่วนเล่ม2 แว่วมาจากหลายคน (บ.ก 1168ที่เคารพรักมีอยู่สามท่าน แต่ละท่านจะแว่วมาไม่เหมือนกัน-_-;) ที่ได้ยินมาก็คือ เล่ม2คาดว่าจะวางแผงงานหนังสือพอดี และที่แว่วมาอีกระลอกก็คือ อาจจะเป็นปลายเดือนกุมภา หรือไม่อย่างนั้นก็... เอาเป็นว่าได้ข่าวที่แน่นอนเมื่อไหร่จะเอามาแจ้งให้ทราบ (จะมีใครอยากรู้บ้างไหมวะเนี่ย - -'')

เป็นตัวกระพริบที่น้องเนม นักอ่านผู้น่ารักทำให้ โฮะ ๆๆ (ทำเองไม่เป็นอ่ะT^T)

และรูปรองเท้าน่ารัก ๆที่ใช้แทนตัวเองนั่นอีก นั่นกก็น้องเนมเจ้าเก่าอีกตามเคย^^

ตอนนี้กำลังรอตัวแคดดี้ดอลล์อยู่ ฮ่า ๆๆ!^O^



edit @ 2006/01/01 22:10:27


edit @ 2006/01/01 22:27:38
edit @ 2006/01/03 19:37:32